บทแนะนำงานวิจัยแบบ Spirituality Ep.1(1) จิตใจคนเราพัฒนาได้ไม่หยุดนิ่ง …..

Head

Experiences

Homemade 35

มนุษย์เรารับรู้เรื่องราวรอบตัวได้ลุ่มลึกและจริงแท้มากขึ้น ตามคุณภาพของจิตใจที่เติบโตขึ้นไป   การวิจัยที่นำเสนอการเห็นและการทำเช่นที่ว่านี้ได้ก็คือ การวิจัยที่เป็น Spirituality   คือเป็นงานวิจัยที่ส่งเสริมจิตวิญญาณของมนุษย์ให้ได้เติบโต พร้อม ๆ กับฉายภาพของความจริงในโลกได้อย่างลุ่มลึกและจริงแท้มากขึ้น นั่นเอง

“วันก่อนฉันเห็นเธอเป็นแบบหนึ่ง และแอบตัดสินเธอไปแล้ว  นั่นได้ทำให้ฉันทำหลายสิ่งหลายอย่างบนความเชื่อว่าเธอและโลกของเธอเป็นเช่นนั้น    มาวันนี้ ใจฉันเปิดกว้างขึ้นและเข้าใจอะไรใหม่ ๆ เกี่ยวกับเธอ   ฉันจึงเปลี่ยนการกระทำของฉันที่มีต่อเธอ (และโลกของเธอ)    นี่แหละ คือการเรียนรู้ที่ยกระดับจิตของฉันให้กว้างขวางขึ้น ส่งผลต่อความจริงที่ฉันรับรู้ให้เปลี่ยนแปลงไป”

งานวิจัยที่ส่งเสริมการเห็นความจริงที่เติบโตขึ้นได้นี้ มีอยู่ไหม และทำได้อย่างไร?    วันนี้ โฮมเมด 35 ขอแนะนำงานวิจัยงานหนึ่งชื่อ   Autoethnography as a Tool for Transformative Learning About White Privilege  โดย Drick Boyd  ทำไว้เมื่อปี 2008    

ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของการทำงานวิจัยแบบ Spirituality ก็คือ การขยับเข้าใกล้กันและกันมากขึ้น ระหว่างผู้วิจัยกับคนหรือสิ่งที่ถูกวิจัย  การเป็นไปของฉันย่อมกระทบถึงการเป็นไปของเธอ  ฉันและเธอสัมพันธ์กันด้วยเหตุว่า มีความเป็นฉันและมีความเป็นเธอ ที่เกาะเกี่ยวกันอยู่เสมอ   ฉันไม่สามารถแยกตัวออกจากเธออันเป็นปรากฏการณ์ที่ฉันสนใจอย่างเด็ดขาดและเฝ้ามองดูเธออยู่เฉย ๆ   มันเป็นไปได้ยาก   ดังนั้น การกลับมาตระหนักรู้ในตัวเอง (Self-conscious) จึงเป็นเหตุเบื้องต้นที่จะทำให้ฉันรู้จักเธอได้อย่างจริงแท้มากขึ้น  นั่นเอง

งานวิจัยแบบอัตชาติพันธุ์วรรณนา (Autoethnography) ยืนอยู่บนพื้นฐานที่ว่า  นักวิจัยที่ศึกษาชุมชนอยู่พบว่า ตัวของเขาเองก็มีอิทธิพลต่อชุมชนที่เขาศึกษาอยู่  ปัจเจกบุคคลสามารถร่วมสร้างความเป็นจริงให้เกิดขึ้นจนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่บริบทที่เขาดำรงอยู่ได้   เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ความเป็นจริงส่วนบุคคลมีพลังในการสะท้อนภาพและส่งกระทบต่อความเป็นจริงของสังคม รวมถึงในทางกลับกันด้วย   

อาจกล่าวได้ว่า งานวิจัยแบบอัตชาติพันธุ์วรรณนา เป็นงานเชิงชาติพันธุ์วรรณนาในแง่ระเบียบวิธี  เป็นงานเชิงวัฒนธรรมในแง่การวิเคราะห์ตีความ  และเป็นงานเชิงอัตชีวประวัติในแง่ตัวเนื้อหาที่นำเสนอ   ผู้วิจัยเองจึงหลีกเลี่ยงเสียมิได้ ที่จะต้องเปิดเผยตัวตนอย่างจริงใจและหมดเปลือก (ในมุมเชิงวัฒนธรรมเรื่องนั้น ๆ)  อาศัยทักษะของการกลับมาใคร่ครวญสภาวะภายในของตนอย่างลึกซึ้ง เท่าทัน และเห็นกระจ่างแจ้งถึงที่มาแห่งความรู้สึกทั้งหลาย

ดริค บอยด์ เล่าว่า งานวิจัยนี้เกิดขึ้นจากคำพูดกระแทกใจที่หญิงคนหนึ่งพูดใส่เขาในงานอบรมว่า  

“ทุกครั้งที่เขาพูดอะไรอะนะ เขาดูยังกะเป็นฮิตเลอร์ เหมือนเขารู้ดีไปหมดเสียทุกอย่าง!”

สมองของดริคมึนชา ไม่แน่ใจว่าได้ยินมันถูกหรือเปล่า และไม่รู้จะพูดตอบว่าอะไร ……. เขาดูกลายเป็นตัวร้ายที่ถูกทุกคนจ้องมองมาอย่างไม่อาจหลบเลี่ยงได้  และนี่คือจุดเปลี่ยนผันสำคัญอันเป็นที่มาของเรื่องราวทั้งหมด

ตอนนั้น ดริคอยู่ในการอบรมที่ชื่อว่า “สร้างชุมชนแห่งชาวคริสต์ผู้ใฝ่หาความยุติธรรม : เชื่อมร้อยช่องว่างทางเชื้อชาติและชนชั้น”  และคนที่พูดใส่เขาคือ เอเลเนอร์ สตรีอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน  จากเหตุการณ์นี้และก่อนหน้านั้นสองสามสัปดาห์  ทำให้ดริคเริ่มมีคำถามกับตัวเองว่า เขาเข้าใจความเป็นชายผิวขาวและอภิสิทธิ์แห่งคนขาวของเขาอย่างไรกันแน่  เขาใช้การศึกษาในตนเองที่เรียกว่าอัตชาติพันธุ์วรรณนา เพื่อจะทำการสะท้อนใคร่ครวญภายใน นำไปสู่การเรียนรู้ถึงผลกระทบของความเป็นคนขาวของเขาที่มีต่อพฤติกรรม คำพูด และความรู้สึกนึกคิด

ดริคได้ย้อนเล่าถึงประวัติชีวิตของตัวเอง   โดยเฉพาะเมื่อครั้งวัยเยาว์ที่เขาเติบโตขึ้นมาบนข้อได้เปรียบที่มองไม่เห็นจากการเป็นคนขาว   มาจากครอบครัวชนชั้นกลางถึงสูงในมินนิอาโปลิส  ในวิทยาลัย เขาได้เห็นความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม เศรษฐกิจ และอำนาจ     เคยทำงานช่วยเหลือเด็ก ๆ หลายสัญชาติที่ยากจน  ทำงานเป็นศาสนาจารย์  เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย  และเข้าข่ายที่เรียกว่าเป็นปัญญาชน   ปัจจุบันเปิดคอร์สอบรมเกี่ยวกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและทำงานเกี่ยวกับประเด็นการเป็นคนขาว   บททบทวนตนเองตรงนี้ ได้ทำให้ดริคเริ่มตั้งข้อสังเกตเห็นในตัวเองว่ามี “ระยะห่างทางอารมณ์” กล่าวคือ มีการตัดขาดกันระหว่างการทำงานที่ตัวเขามุ่งมั่นทำเรื่องความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ กับรายละเอียดของการใช้ชีวิตจริงประจำวันของเขาเอง

เขาเป็นคนไม่อยู่นิ่งเฉย แต่พยายามเข้าอบรมเรียนรู้เกี่ยวกับการต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติอยู่เนือง ๆ    กระนั้น ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังไปไม่ถึงความเข้าใจที่ลึกซึ้งจริง ๆ ที่เกี่ยวกับความเป็นคนขาวของเขาเอง  จนกระทั่งได้มาเข้าคอร์สนี้เพียงเพื่อให้ความเชื่อมั่นและมุมมองในตัวเองถูกเขย่าอย่างแรง

ภายหลังที่ดริคโดน “กล่าวหา” ในวันนั้นแล้ว เขาก็ได้ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เรียนรู้ ด้วยการตั้งคำถามใหญ่ว่า  

“ความเป็นคนขาวของผมถูกแสดงออกไปอย่างไร เวลาที่ผมมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น?”

“ผมได้ส่งผ่านบรรยากาศแห่งการมีอภิสิทธิ์และความเหนือกว่าออกไปอย่างไร โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ?”

เขาอาศัยกรอบวิธีการของ Mindful Transformative Learning ด้วยการกลับมามีสติตระหนักรู้ในมุมมองภายใน การสะท้อนใคร่ครวญ การท้าทายมุมมองเดิมด้วยการลองใช้คำพูดและการกระทำแบบใหม่ ๆ  ทั้งหมดเป็นการเดินทางภายในที่เขากำลังจะทำกับตัวเอง   และจะบอกเล่าเรื่องราวผ่านแง่มุมสำคัญที่เขามีประสบการณ์ตรง ร่วมกับการระลึกถึงความทรงจำ การจดบันทึกและการใช้เอกสารส่วนตัวต่าง ๆ  รวมถึงการพูดคุยสนทนากับผู้ให้ข้อมูลอีกสองคน บาร์บารา และแคเธอรีน ผู้ซึ่งอยู่ร่วมเหตุการณ์กับเขา (ยังมีต่อ)

วันที่เขียน: 23 กุมภาพันธ์ 2566

แหล่งข้อมูล: Homemade 35

บทความที่เกี่ยวข้อง

Blogs

บทแนะนำงานวิจัยแบบ Spirituality Ep.1(2) ……. เรื่องของฉัน  วันที่ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นคนขาว

Head

Experiences

Blogs

เวทีจิตตปัญญาเสวนา ครั้งที่ 85 และเวทีเสวนาหยั่งรากจิตตปัญญาศึกษา “เมื่อจิตตปัญญาศึกษาผลิบาน ในห้องเรียนพยาบาลที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์”

บันทึกชวนอ่าน

Hand Head Heart

Compassion Experiences Relationship

Blogs

แสงอรุณ ลิ้มวงศ์ถาวร

รู้อะไรไม่สู้รู้ (คุณค่าใน) ตัวเอง: การศึกษา จิตวิญญาณ และการพัฒนามนุษย์

Head

Concept/Theory Non-Religion Practical

แชร์

แชร์ผ่านช่องทาง

หรือคัดลอก URL