บทแนะนำงานวิจัยแบบ Spirituality Ep.1(2) ……. เรื่องของฉัน  วันที่ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นคนขาว

Head

Experiences

ดริคเล่าถึงวันแรกที่เขามาเข้าร่วมเวิร์กชอป ณ โบสถ์แห่งหนึ่งในเมือง   สายลมหนาวเดือนมกราหวีดหวิวผ่านใบหน้าเขา จนกระทั่งได้เข้าไปสู่ภายในอาคารจึงได้พบหน้ากับผู้เข้าร่วมทุกคน   หลังจากเปิดวงและแนะนำตัวรอบแรกแล้ว  กระบวนกรได้ให้ทุกคนได้เล่าถึงปัญหาที่แต่ละคนเจออยู่เกี่ยวกับงานการเชื่อมร้อยช่องว่างทางเชื้อชาติและชนชั้น   โดยไม่ได้พูดลงไปในเรื่องเฉพาะตัว ดริคได้เล่าแบบกว้าง ๆ ถึงความพยายามของเขาในการสร้างสัมพันธ์กับกลุ่มผู้นำและหน่วยงานที่ให้บริการในชุมชนในเมืองเชสเตอร์ กับทั้งเปรยถึงความไม่ไว้วางใจที่เขาสัมผัสได้จากคนรอบตัวเวลาที่เขาเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนที่ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนผิวขาว   จากจุดนั้น มันได้สร้างความรู้สึกถูกกดทับและรอยแยกบางอย่างขึ้นกับใจของผู้เข้าร่วมหลายคนที่เป็นแอฟริกันอเมริกัน   เพียงแต่เจ้าตัวยังไม่ได้ตระหนักเห็น

ดริคเล่าต่ออย่างออกรส เกี่ยวกับความรู้สึกที่มีต่อผู้เข้าร่วมบางคน ที่เขารู้สึกชอบและไม่ชอบ (เพราะดูขี้โอ่อวด)  ต่อกิจกรรมอันน่าสนใจที่จะตามมาในอีกหลายสัปดาห์ข้างหน้า รวมถึงความกระตือรือร้นที่อยากเรียนรู้ต่อกับคนกลุ่มนี้ 

สัปดาห์ต่อมา เขาได้รับแจ้งจากกระบวนกรการอบรมว่า เขาคือหนึ่งในสองคนที่ “พูดมากที่สุด” และถูกขอให้พูดน้อยลงแต่ฟังมากขึ้น   กับคำพูดนี้ทำให้เกิดบาดแผลที่มาพร้อมความงุนงง เขาคิดว่า “ก็ถ้าเรามีเรื่องที่จะพูด แล้วจะต้องทำไมต้องเงียบอยู่ล่ะ  ฉันมาที่นี่เพื่อเรียนรู้และฉันจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดก็ด้วยการถกเถียงอภิปราย”  และเหมือนให้จะรู้สึกว่า “อาทิตย์ที่แล้ว ท่าทีของฉันทำให้เพื่อบางคนรู้สึกไม่สบายใจ  มาอาทิตย์นี้ฉันยังถูกห้ามไม่ให้อธิบายถึงตัวเองอีก …”

ในการอบรมสัปดาห์ที่สาม ดริคถูกทำให้เป็นตัวตลกในสายตาของคนส่วนใหญ่ เมื่อต้องมาทำ Role-play กับแคเธอรีน โดยเขาต้องเล่นเป็นคนขาวที่ไม่รู้เรื่องอะไร ที่มัวแต่พูดถึงความยุติธรรมกับสันติภาพ แต่ไม่เคยเห็นเข้าไปในใจจริง ๆ ถึงความต้องการของคนผิวสี  เขาถูกผลักให้ไปอยู่บนขอบ พร้อมกับเสียงคัดค้านในใจว่า “นี่ฉันแค่สวมบทนะ มันไม่ใช่ตัวจริงของฉัน”    ฉากการเรียนรู้ในครั้งต่อ ๆ มานำมาสู่การสนทนาถึงความไม่เข้าใจกันในมุมการรับรู้ของคนแต่ละกลุ่ม  ยิ่งนานเข้าก็ยิ่งมีแต่ความอึดอัดและขุ่นเคืองที่ปะทุขึ้นมาในคนนั้นคนนี้    “รอยร้าวระหว่างเรากับเขายิ่งแยกห่าง แทนที่จะเชื่อมร้อยตามชื่อการอบรม”  เขาคิด

ช่วงนั้น ดริคแอบสังเกตเอเลเนอร์  เธอเป็นสตรีแอฟริกันอเมริกันวัยกลางคนที่ดูเงียบ ๆ   เขาเข้าไม่ถึงเธอ ขณะที่เธอมักหันไปคุยกับผู้เข้าร่วมคนอื่นอย่างสนุกสนาน  แรก ๆ ดริคคิดว่า  “ก็แค่เธอขี้อายไง”   แต่หลังจากนั้น เขาเริ่มเรียนรู้ว่า จริง ๆ ยังมีอะไรมากกว่านั้น

สัปดาห์ที่หก  มีการอ่านหนังสือเรื่อง Enter the River ที่พูดถึงทาสชาวแอฟริกันที่ลุกขึ้นต่อต้านการโดนจับมาเป็นทาสโดยชาวยุโรป โดยฉายภาพว่าคนยุโรปเป็นพวกปิศาจที่โลภและเหยียดเชื้อชาติ ขณะที่คนแอฟริกันนั้นกล้าหาญและเป็นฮีโร่    ดริคเล่าว่า ตอนนั้นเขาอยากจะอธิบายมันในอีกแบบหนึ่ง จึงสะท้อนไปในกลุ่มว่า เขาก็ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อิสลาม และเห็นว่า จริง ๆ แล้ว ชาวยุโรปก็อาจจะกลัวพวกมุสลิมจึงต้องหันไปรุกรานแอฟริกาแทน!  ถึงตอนนี้ เขาไม่ทันสังเกตเห็นความอึ้งในใบหน้าของคนในกลุ่ม แล้วความตึงเครียดก็คุโชนขึ้นมา

“ทุกครั้งที่เขาพูดอะไรอะนะ เขาดูยังกะเป็นฮิตเลอร์ เหมือนเขารู้ดีไปหมดเสียทุกอย่าง!”

แล้วประโยคที่หยุดโลกสำหรับดริคก็ดังขึ้น  มันมาจากเอเลเนอร์ซึ่งนั่งอยู่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะ   ความคิดถั่งโถมเข้ามาในสมอง …..  หนึ่งในนั้นคือ  “เอเลเนอร์ คุณข้ามเส้นแล้วนะ  มันไม่แฟร์เลย  ไม่มีใครคิดจะพูดอะไรกับเธอเลยเหรอ …..”

ดริคเล่าต่อถึงความช็อคยิ่งกว่าที่เกิดขึ้นตามมา  นั่นคือ บาร์บารา หนึ่งในทีมกระบวนกรพูดขึ้นว่า  “เอเลเนอร์  ขอบคุณมากนะคะสำหรับคำพูดที่ซื่อสัตย์ของคุณ!”

“ฉันไปไม่เป็น  ไม่รู้ว่าเธอรู้สึกอย่างนั้นได้อย่างไร  หรือฉันจะขอโทษเธอดีนะ เพื่อให้เธอขอโทษฉันกลับ”  พลันคิดได้เช่นนั้น ดริคก็เอ่ยปากขอโทษเอเลเนอร์ไป แต่ปรากฏว่าไม่มีการตอบสนองกลับใด ๆ จากเธอ

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในห้องอบรมหลังจากนั้นมันเบลอไปหมด  พอหมดเวลา เขารีบเก็บข้าวของก่อนรีบเดินไปที่ประตู  รู้สึกอับอาย ถูกละเมิดและละทิ้ง   ดริคขับรถกลับบ้านโดยคิดว่าเขาควรจะกลับมาที่นี่อีกหรือไม่ในสองอาทิตย์ข้างหน้า

ท่ามกลางความปั่นป่วนจนนอนไม่หลับ  บาร์บาราโทรหาดริคในอีกสองสามวันต่อมา เขาเลยได้รู้ว่า แม้คำพูดนั้นจะดูแย่มาก ๆ สำหรับเขาผู้ที่ทำงานเพื่อความสมานฉันท์ทางเชื้อชาติมาเกือบตลอดชีวิต   แต่คนในห้องอบรมส่วนใหญ่กลับรู้สึกว่าที่เอเลเนอร์พูดขึ้นมานั้นถูกต้องแล้ว   และถ้าเธอไม่พูดในวันนั้น แคเธอรีนจะเป็นคนพูดเอง!    แม้เหตุการณ์นั้นอาจทำให้เขาอยากเล่นบทเป็นเหยื่อที่ถูกกระทำ แต่ก็มีบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกว่ามันยังไม่ใช่ และการตกเป็นเหยื่อก็ใช้ไม่ได้กับคนกลุ่มนี้   ดริคเลือกที่จะไปต่อกับบทเรียนที่เขางุนงงและไม่อาจจะทราบคำตอบได้เลยในวันนั้น

สิ่งที่ฉันเริ่มเข้าใจ

สิ่งหนึ่งที่ได้ปรากฏชัดขึ้นในประสบการณ์ของเขาก็คือ  เขาเป็นคนขาวที่ในปัจจุบันทำสิ่งต่าง ๆ โดยละเลยและตัดขาดจากบริบทเชิงประวัติศาสตร์ที่ว่าด้วยการเหยียดเชื้อชาติที่เป็นมาโดยสิ้นเชิง  เขาเสริมต่อว่า แม้สิ่งนี้จะกลายเป็นอดีตและไม่เป็นที่ยอมรับได้ในทุกวันนี้แล้วก็ตาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลกระทบของมันยังส่งต่อมาถึงระบบสังคม เศรษฐกิจ และจิตวิทยาในยุคปัจจุบัน เช่น กลไกบางอย่างที่ยังเอื้อประโยชน์ให้คนขาวอยู่

สิ่งแบบนี้มีผลต่อท่าทีและวิธีพูดของคนขาว รวมถึงตัวดริค ซึ่งเขายอมรับว่าเขามีแนวโน้มจะกินพื้นที่ของกลุ่ม พูดมากกว่าฟัง และสื่อสารโดยคิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น

อภิสิทธิ์เป็นอะไรบางอย่างที่คนที่มีมันไม่อาจเห็นมันได้  แต่มันก็อยู่ของมันตรงนั้น

อีกสิ่งที่เขาเห็นตามมาก็คือ การทำตัวเป็นคนขึ้นหัว (ใช้ความคิดเชิงเหตุผล) เวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับอารมณ์ความรู้สึก  โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่กับประเด็นทางเชื้อชาติ  หลายครั้งคนแบบเขาจะใช้วิธีไปวิเคราะห์มันแทนที่จะอยู่กับของจริงตรงหน้าหรืออารมณ์จริง ๆ ตรงหน้า

เหล่านี้คือสิ่งที่ดริคเริ่มตกผลึกได้กับตัวเองหลังจากที่ได้ใคร่ครวญจากเหตุการณ์ที่ยากลำบากในวันนั้น  เขาเชื่อมโยงปรากฏการณ์นี้ไปสู่แนวคิด Transformative Learning ของแจ็ค เมสิโรว์  ด้วยการออกจากกรอบความเชื่อเดิม ไปสู่มุมมองใหม่ที่สะท้อนเป็นการกระทำแบบใหม่ที่หลอมรวมเข้าสู่การดำเนินชีวิตจริงได้     เขาขยายความต่อไปว่า สองสามเดือนหลังจากนั้นเวลาที่เขากลับเข้าสู่การประชุมที่คณะ เขาเริ่มจะใช้ท่าทีของการเป็นผู้ฟังมากขึ้น และพูดน้อยลง  ส่วนในบทสนทนาส่วนตัว เขาจะถามคู่สนทนาลงไปถึงสมมุติฐานในใจของเขา   และแม้กระนั้น การฟังมากกว่าพูดก็ยังคงเป็นเรื่องยากสำหรับคนอย่างเขาอยู่ดี ด้วยหลายครั้งก็อยากจะส่งเสียงดัง  แต่สิ่งที่แตกต่างไปจากแต่ก่อนก็คือ เดี๋ยวนี้เขาเริ่มตระหนักเห็นกลไกการทำงานในตัวเองที่ออกมาจากการมีอภิสิทธิ์ในแบบของคนขาว ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยมองเห็น    

ดริคทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้ สิ่งนี้ยังคงเป็นอะไรที่เขาต้องเรียนรู้ต่อไป แต่ด้วยมุมมองที่ขยับขยายและเปลี่ยนไป  เช่นการมีคำถามใหม่ ๆ กับตัวเองว่า  “ฉันตอบสนองต่อเพื่อนที่เป็นคนขาวกับคนผิวสีแตกต่างกันออกไปอย่างไร”   “การตีความต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ของฉันถูกตีกรอบจากความเป็นคนขาวของฉันอย่างไร”  เป็นต้น

ในเวิร์กชอปอบรมวันสุดท้าย  ดริคไปเข้าร่วม โดยไม่ได้ตั้งใจจะต้องไปพูดสิ่งใดเป็นพิเศษ กระบวนกรได้ให้แต่ละคนแลกเปลี่ยนเรื่องราวในครอบครัวให้แก่กันฟัง   แล้วเขาก็พบว่าตัวเองเล่าถึงแต่สิ่งที่เป็นความมีอันจะกิน การศึกษาที่สูง และการได้รับโอกาสต่าง ๆ ในชีวิต ซึ่งแตกต่างจากเรื่องราวของเพื่อนคนอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด  และในที่สุดก็ได้เห็นว่า

“ความปกติของฉันนั้นไม่ใช่ความปกติของคนอื่น ๆ –  สิ่งที่ทุกคนในกลุ่มเคยมองเห็น (แต่ฉันมองไม่เห็น)  มาวันนี้ได้ถูกมองเห็นได้โดยตัวฉันแล้ว”

ท้ายสุด ผู้วิจัยสรุปว่า การได้วิเคราะห์ประสบการณ์เชิงลึกในตัวเองผ่านสายตาเชิงวัฒนธรรมเช่นนี้ ได้ทำให้ตนเองเกิดมุมมองและกรอบการให้ความหมายใหม่ ที่ได้เข้าใจว่า ความเป็นคนขาวเคยบิดเบือนความคิดและพฤติกรรมที่ตนมีต่อคนผิวสีมาอย่างไร   และด้วยความเข้าใจอย่างใหม่นี้ ย่อมทำให้เขามองตัวเอง นักศึกษาของเขา เพื่อนร่วมงาน และโลกรอบตัวด้วยสายตาแบบใหม่  เป็นความเข้าใจที่จะเท่าทันกลไกอภิสิทธิ์ความเป็นคนขาวได้ต่อไปไม่รู้จบ

เมื่อเราได้อ่านบทความนี้จบลงแล้ว อาจตั้งคำถามดูสักนิดว่า หากเราทอนการทำงานเชิงมิติด้านในออกไป เหลือไว้แต่การวิเคราะห์เรื่องราวผ่านความคิดและเหตุผลประจักษ์   ผลที่ได้จากงานชิ้นนี้จะแตกต่างออกไปหรือไม่อย่างไร   หากผู้วิจัยไม่เอาตัวเองเข้ามาชำแหละและเปิดเผย  เผยให้เห็นสภาวะและที่มาภายในจิตใจอย่างลึกซึ้ง ด้วยการตระหนักรู้เท่าทัน (เท่าทันต่ออคติ หรือรูปแบบเดิมที่ติดยึดอยู่ภายในจิตใจ)   บางที ทางออกใหม่ ๆ อาจไม่เกิดขึ้น   บางที ปลายทางที่ได้จากงานนี้อาจวนกลับไปอยู่กับปัญหาและโจทย์เดิม ๆ อยู่ก็ได้ …..

-จบตอน-

วันที่เขียน: 23 กุมภาพันธ์ 2566

แหล่งข้อมูล: Homemade 35

บทความที่เกี่ยวข้อง

Blogs

เดโช นิธิกิตตน์ขจร

ความฝันในวัยเด็ก อาชีพ และระบบการศึกษาในปัจจุบัน

Head Heart

Experiences

Blogs

ลือชัย ศรีเงินยวง

สงบเย็นในโลกยุคโควิด

Heart

Compassion Experiences Feeling&Emotional Relationship

Blogs

Homemade 35

บทแนะนำงานวิจัยแบบ Spirituality Ep.3 อัตชาติพันธุ์วรรณนากับการพัฒนาครู …..

Heart

Experiences

แชร์

แชร์ผ่านช่องทาง

หรือคัดลอก URL