บทแนะนำงานวิจัยแบบ Spirituality Ep.2(1) เขียน – สนทนาเพื่อการตระหนักรู้ …..

HeadHeart

Experiences

Homemade 35

การเขียนเรื่องเล่าของตนเอง รวมไปถึงงานแบบอัตชาติพันธุ์วรรณนา ที่ศึกษาตัวเองในบริบทใดบริบทหนึ่งอย่างลึกซึ้ง  ส่งเสริมความเป็นจิตวิญญาณในแง่ที่ว่า เป็นการเปิดมุมมองความเข้าใจใหม่ที่มีต่อเรื่องหนึ่ง ๆ  ด้วยความเท่าทันกรอบความเชื่อหรือมุมมองการให้ความหมายในตัวผู้วิจัยเองก่อนเป็นสิ่งแรก  นี่จึงนำมาซึ่งการเห็นถึงความเป็นจริงที่ลุ่มลึก แทนที่จะเห็นไปตามสิ่งที่ปรากฏอยู่อย่างเป็นมิติเดียวแบบแบนราบ    

ด้วยเหตุนี้ การเขียนเรื่องเล่าแบบจิตวิญญาณ จึงเป็นการเดินทางภายในของตัวผู้เขียนเอง การเขียนแล้วนำมาสะท้อนใคร่ครวญเป็นการเปิดพื้นที่ใหม่ ๆ ในการทำความเข้าใจเรื่องนั้น ๆ   การเขียนแบบนี้จึงเป็นไปเพื่อความตระหนักรู้ที่มากขึ้น มิใช่แค่การเขียนเพื่อการจับประเด็นเพียงอย่างเดียว

งานวิจัยอ่านสนุกชิ้นที่สองที่จะขอแนะนำก็คือ Layered Reflections on a Written Story Through Real-Time Conversation  ของ Thomas Frentz และ Joyce Hocker    เป็นงานวิจัยที่กำเนิดจากการเขียนเรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิตตนเองของผู้วิจัย  จากนั้น ถูกนำมาผ่านบทสนทนาอย่างลึกซึ้ง (Dialogue) กับผู้วิจัยร่วมอีกท่าน ด้วยการสะท้อนใคร่ครวญ (Reflection) จนเกิดการตระหนักรู้เพิ่มเติมในอีกหลากหลายมิติ ที่เรียกว่า Layered Reflections  นำไปสู่ความเข้าใจในเรื่องราวนั้นอย่างเป็นองค์รวมมากขึ้น   บางทีอาจเรียกวิธีการแบบนี้ว่า Dialogic Meditative Inquiry  เหมือนดังในงานวิจัยของ  Kumar & Downey เรื่อง Teaching as Meditative Inquiry: A Dialogical Exploration  (2021, Holistic Education Review)   

บนความไว้วางใจที่ทั้งสองมีให้แก่กันในฐานะชุมชนนักวิจัยแบบอัตชาติพันธุ์วรรณนา ผู้วิจัยทั้งสองหวังว่า วิธีการทำนองนี้ นอกเหนือจะช่วยให้เกิดการเติบโตขึ้นทางจิตใจของนักวิจัยผู้เล่าเรื่องของตนเองแล้ว  ยังจะเป็นต้นแบบที่เมื่อถูกนำไปใช้ร่วมกับการวิจัยในตนเอง / การเขียนเรื่องเล่าของตนเองในโอกาสอื่นใด ก็จะสามารถทำให้งานนั้นเปิดไปสู่มุมมองใหม่ที่กว้างขวางขึ้นกว่าเดิมได้

งานนี้เริ่มจาก ทอม ผู้วิจัยหลักได้เขียนเรื่องเพื่อบอกเล่าเกี่ยวกับวัยเยาว์ของตัวเขาเองครั้งที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับพ่อแม่  จากนั้น จอยส์ ผู้วิจัยร่วมจะอ่านเรื่องราวนั้นอย่างถี่ถ้วนใคร่ครวญ นำมาสู่บทสนทนาอันลึกซึ้งระหว่างเขาทั้งสอง   โดยจอยส์จะอยู่ในบทบาทผู้ซักถามชวนคุย และทอมจะเป็นผู้ตอบ   ในบทสนทนานั้น ทั้งคู่จะพากันลงลึกไปสู่การเห็นความหมายใหม่ ๆ ในแบบที่ถ้าทอมใคร่ครวญด้วยตัวเองเพียงลำพังก็อาจไม่เห็น (สิ่งเหล่านั้น) ก็ได้  ขณะที่จอยส์เองก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ จากทอมด้วยเช่นกัน   ทั้งคู่จะนำพาบทสนทนานี้ไปสู่ความเห็นความเข้าใจใหม่ ๆ ที่เป็นปลายเปิดและไม่สิ้นสุด  มันจะเป็นกระบวนการสืบเนื่องที่ทั้งคู่สามารถกลับมาเรียนรู้ร่วมกันได้อีกเสมอ

ที่ผ่านมา ทอมมักเล่าเรื่องนี้ให้คนรอบตัวฟังเสมอ ๆ  ในลักษณะที่เป็นเรื่องขำ ๆ  แต่คนฟังจะทราบว่า มันมีบางอย่างที่สำคัญและไม่ขำอยู่ในเรื่องนั้น แต่กลับเป็นอะไรที่ก่อกวนและยังไม่ลงตัว   และทอมเองก็ยินดีที่จะรับความช่วยเหลือจากเพื่อน (จอยส์) ที่จะพากันสาวลึกลงไปว่า อะไรคือสิ่งที่ยังก่อกวนและไม่ลงตัวอยู่ในเรื่องนี้

เรื่องของทอม เกิดขึ้นเมื่อปี 1954 เมื่อครั้งที่เขาอายุ 15 ปี และอาศัยอยู่กับพ่อและแม่ของเขา ณ บ้านแห่งหนึ่งริมทะเลสาบ ในรัฐวิสคอนซิน  ทอมเล่าถึงความบู๊และลุยแบบสุด ๆ ของพ่อของเขาว่า  พ่อไปหาเครื่องพ่นไฟที่ทหารใช้ เอามาเผาเศษใบไม้แห้งในช่วงเดือนฤดูใบไม้ร่วง เพราะขี้เกียจกวาดซ้ำ ๆ เวลาที่ใบไม้เหล่านั้นถูกลมพัดปลิวไปทั่ว   ทอมเล่ามันแบบขำ ๆ และฉายภาพให้ดูสุดขั้ว เช่น

บ่ายวันเสาร์ที่เย็นเยียบเงียบสงบตอนต้นเดือนตุลา  ฉับพลันไอ้เจ้า “เทียนไฟแท่งโต” (เครื่องพ่นไฟของทหาร) ของพ่อก็เริ่มคำรามเสียงทำงาน   แม่และผมกำลังเพิ่งทานอาหารกลางวันเสร็จ พอดีกับที่บ้านเราทั้งหลังถูกเขย่าด้วยเสียงกัมปนาทดุจเครื่องบินเจ็ตระเบิดตัวผ่านกำแพงเสียง  

“เสียงอะไรวะนั่น!”  ผมตะโกนลั่น ขณะที่เราทั้งสองพุ่งทะยานไปที่หน้าต่างหน้าบ้าน

นั่น เราเห็นพ่อกำลังยืนอยู่บนปลายแหลมที่ยื่นลงไปในทะเลสาบ หลังสะพายเครื่องพ่นไฟ เจ้าเทียนไฟแท่งโต อยู่   ปลายเครื่องที่เห็นกำลังพ่นเปลวระเบิดนาปาล์มพุ่งยาวออกไปในผืนน้ำไกลกว่า 10 เมตร   ผมกำลังจะพุ่งไปที่ประตูแต่แม่จับแขนผมไว้แน่น

“อย่าเข้าใกล้เกินกว่าระยะ 50 เมตรจากสิ่งนั้น!”  แม่รีบห้ามผม

“แต่แม่ …”

“อย่ามา ‘แต่แม่’ กับแม่นะ   ถ้าพ่อเฮงซวยของเจ้าอยากจะเผาตัวเอง ก็ปล่อยเขาไป  แต่เจ้าไม่ต้องเอาตัวเองไปย่างสดกับเขาเพื่อจะพิสูจน์อะไรกับแม่นะ”

ในเหตุการณ์นั้น ทอมเล่าว่า พ่อของเขาดูภูมิใจสุด ๆ ราวกับกษัตริย์อาเธอร์แกว่งไกวดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์  ที่เขาสามารถเผากองใบไม้ให้ไหม้เป็นจุล กิ่งไม้ถูกย่างฉ่า กระป๋องเบียร์ละลาย กล่องโฟมระเบิด และคางคกอีกสองสามตัวถูกเผา  ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึง 5 นาที

อีกเหตุการณ์หนึ่ง เกิดขึ้นตอนหน้าหนาว เมื่อพ่อของทอมประดิษฐ์รถสโนว์โมบิลขึ้นมาจากหัวเครื่องบินเก่าเซสน่า มาติดกับเครื่องยนต์ไลคัมมิ่งขนาด 300 แรงม้า แล้วยึดเข้ากับฐานสกี   ซึ่งแน่นอนว่า นี่คือของเล่นใหม่ที่พ่อตั้งใจจะพาทอมไปขี่ตะลุยหิมะด้วยกัน ขณะที่แม่พอรู้เรื่องนี้ก็มีใบหน้าเรียบเฉย หวั่นใจ และแค้นเคืองอยู่ลึก ๆ    แล้วทอมก็เล่ามาถึงฉากตื่นเต้นที่สุดตอนที่เขากับพ่อแอบไปขี่เจ้าสโนว์โบมิลเล่นกัน   

ไอ้สโนว์โบมิลเครื่องนี้เป็นอะไรที่ตื่นเต้น หวาดเสียว และท้าความตายมากที่สุดเท่าที่ผมเคยขี่มา  ตลอดเวลาที่เราไถลผ่านผิวทะเลสาบที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง ด้วยความเร็วกว่า 100ไมล์ต่อชั่วโมง สิ่งที่ผมมองเห็นมีอยู่อย่างเดียวคือแผ่นหลังของพ่อ   ขณะที่หลังผมร้อนและเบียดอยู่กับเครื่องยนต์ประดุจม้า 300 ตัวที่กำลังตะบึงห้อไปข้างหน้า  …….

ขณะที่กำลังมุ่งหน้ากลับ  พ่อตะโกนขึ้นมาด้วยฟันกรามที่กัดแน่นว่า   “เฮ้ย มีน้ำข้างหน้า!”

“อะไรนะ?!?”  ผมร้องถาม …..

สโนว์โมบิลกระทบกับแผ่นน้ำแข็งประมาณ 50 เมตรก่อนถึงรอยแตกของน้ำแข็ง  ตัวรถทะยานเร็วขึ้นก่อนที่จะกระแทกเข้ากับผืนน้ำด้วยความเร็วกว่า 150 ไมล์ต่อชั่วโมง   ผมจำได้ถึงภาพของมวลน้ำผสมน้ำแข็งกระจายขึ้นจากฐานสกี  ตัวรถส่ายไปมา และเริ่มจมน้ำลงไปนิดหน่อย  มือของผมจะไปคว้าสลักบานประตูให้เปิดแต่พ่อปัดมือผมออกอย่างแรง  

“จับแน่น ๆ   ไอ้บ้าเอ๊ย  เราต้องทำได้  เราต้องทำได้สิ!”  พ่อตะโกนใส่ฉัน เป็นเวลาเดียวกับที่สโนว์โมบิลแล่นกลับขึ้นไปบนผืนน้ำแข็งได้อีกครั้ง    …..

ทอมเล่าว่า ในคืนหลังจากเหตุการณ์นั้น เขานอนไม่ค่อยหลับ จนผล็อยหลับไปหลังเที่ยงคืน พร้อมกับความฝันที่รู้สึกติดค้างในใจเขาต่อมาอีก 50 ปีของชีวิตของเขา    

“ผมเห็นแสงไฟเป็นประกายโชติช่วงขึ้นอยู่นอกหน้าต่าง ในคืนหน้าหนาวที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง  เป็นภาพของแสงสีเหลืองทองและร้อนที่เด่นอยู่บนฉากหลังสีขาวเทาของคืนหน้าหนาวที่เย็นเป็นน้ำแข็ง”

ทอมเล่าว่า ตอนนั้นเขาคิดว่ามันคือฝันร้าย ก็แค่นั้น   เช้าวันรุ่งขึ้น เขาตึ่นขึ้นมาเพื่อพบว่ารถสโนว์โมบิลของพ่อ บัดนี้ได้ถูกไฟไหม้จนเหลือแต่โครงสีดำ   พ่อบอกว่า เขาอาจลืมปิดสวิตช์เครื่องยนต์หรือไม่ก็เครื่องมันคงร้อนจัดจากการที่ต้องไปแล่นอยู่บนผิวน้ำเมื่อวาน   อย่างไรก็ตาม ทอมสังเกตได้ว่าน้ำเสียงของพ่อมีความเศร้าสะเทือนใจ

ในฤดูใบไม้ร่วมปีถัดมา ถึงเวลาที่พ่อของเขาจะกลับไป “ทำงานของลูกผู้ชาย” คือใช้เครื่องพ่นไฟทหารเพื่อเผาใบไม้อีกครั้ง แต่ปรากฏว่าเที่ยวนี้มันกลับไม่ทำงาน  ไม่มีเชื้อเพลิงเหลืออยู่ในเครื่องเลย  ตลอดเวลา ทอมเห็นแม่นั่งจิบกาแฟและสูบบุหรี่อยู่ และเมื่อเธอเหลือบไปมอง เจ้าเทียนไฟแท่งโต ที่นอนสงบแน่นิ่งอยู่ พลันก็มีรอยยิ้มอ่อน ๆ ปริศนาคืบเคลื่อนมาบนใบหน้าของเธอ   

“แล้วตอนนั้นเอง ผมก็เริ่มรู้ว่าอะไรเป็นอะไร” 

(ยังมีต่อ) 

วันที่เขียน: 24 กุมภาพันธ์ 2566

แหล่งข้อมูล: Homemade 35

บทความที่เกี่ยวข้อง

Blogs

เวทีจิตตปัญญาเสวนา ครั้งที่ 85 และเวทีเสวนาหยั่งรากจิตตปัญญาศึกษา “เมื่อจิตตปัญญาศึกษาผลิบาน ในห้องเรียนพยาบาลที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์”

บันทึกชวนอ่าน

Hand Head Heart

Compassion Experiences Relationship

Blogs

บทแนะนำงานวิจัยแบบ Spirituality Ep.1(2) ……. เรื่องของฉัน  วันที่ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นคนขาว

Head

Experiences

Blogs

อริสา สุมามาลย์

บทเส้นทางการค้นหาตัวเอง

Hand

Exercises Practical Tools

แชร์

แชร์ผ่านช่องทาง

หรือคัดลอก URL